อยู่ในช่วงรักษาเบาหวาน ก็ทานน้ำตาลได้ หากรู้จักควบคุมอาการของโรค

aecdisaster/ September 10, 2019/ การดูแลสุขภาพ

อยู่ในช่วงรักษาเบาหวาน ก็ทานน้ำตาลได้ หากรู้จักควบคุมอาการของโรค             ผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงรักษาเบาหวาน ไม่ได้หมายความว่า ต้องห้ามทานของหวาน หรืองดน้ำตาลเสมอไป ซึ่งผู้ป่วยยังคงรับประทานของหวานได้อยู่ในปริมาณเล็กน้อย หากสามารถจัดการและควบคุมอาการของโรคเบาหวานได้ ความจริงของน้ำตาล กับผู้ป่วยรักษาเบาหวาน ทุกคนคิดว่าการทานน้ำตาลเป็นต้นเหตุของโรคเบาหวาน และเป็นของต้องห้ามในผู้ป่วยรักษาเบาหวาน ทว่าในความเป็นจริงแล้ว น้ำตาลก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แต่หากเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 น้ำหนักเกิน น้ำตาลก็เป็นปัจจัยเสียงอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทานน้ำตาลในปริมาณมากเกินไป ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น และจากการศึกษายังพบอีกว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่มาก มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จึงต้องคบคุมปริมาณน้ำตาล เพื่อช่วยป้องกันการเกิดโรคนั่นเอง หรือหากป่วยและอยู่ในช่วงรักษาเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว การบริโภคน้ำตาลก็จะยิ่งเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด หากไม่มีการควบคุม ก็จะสร้างปัญหาร้ายแรงขึ้นได้ ผู้ป่วยจึงต้องวางแผนเรื่องการกินให้เหมาะสม ด้วยการควบคุมปริมาณน้ำตาลและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานได้ตั้งกำหนดการทานของหวานด้วยตนเอง แค่ในเฉพาะโอกาศพิเศษเท่านั้น อย่างวันเกิด หรือวันแต่งงาน แต่ต้องระลึกไว้เสมอ ของหวานเหล่านี้มีน้ำตาลในปริมาณที่สูง จึงควรรับประทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนมื้ออาหารในแต่ละวันผู้ป่วยก็ต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนด้วย เช่น ผัก ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมัน ถั่ว และโปรตีนไร้ไขมัน ผู้ป่วยที่กำลังรักษาเบาหวาน สามารถเพิ่มสารให้ความแทนน้ำตาลในอาหารได้ นอกจากกำหนดระยะเวลาการทานของหวานไว้แค่ในโอกาสพิเศษแล้ว อีกวิธีคือการสนองความต้องการความหวานด้วยสารทดแทน ด้วยการเลือกใช้สารเพิ่มความหวานที่มีแคลอรี่ต่ำ ผสมลงไปในอาหาร

Read More

นักวิทย์ฯสเปนลักลอบเพาะเลี้ยงตัวอ่อน “คนครึ่งลิง” ในประเทศจีน

aecdisaster/ September 9, 2019/ ภัยใกล้ตัว

นักวิทย์ฯสเปนลักลอบเพาะเลี้ยงตัวอ่อน “คนครึ่งลิง” ในประเทศจีน             (El Pais) หนังสือพิมพ์ของสเปน รายงานถึงกรณีที่นักวิทย์ยาศาสตร์ลักลอบเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีทั้งเซลล์ของมนุษย์และลิงอาศัยอยู่ในร่างกายเดียวกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลก โดยรายงานยังได้ระบุอีกว่านักวิทย์ฯเชื้อสายสเปนรายนี้ได้ทำการทดลองดังกล่าวอยู่ภายในห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งของจีน เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม ที่สั่งห้ามมิให้มีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก El Pais ได้ระบุไว้ว่า ศาสตราจารย์ฮวน คาร์ลอส อิซปิซูอา เบลมอนเต เป็นนักวิจัยจากสถาบันซอลค์ (Salk Institute) ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้มีการร่วมมือกับนักวิจัยด้านวารนวิทยาในจีน เพื่อสร้างตัวอ่อน “ครึ่งคนครึ่งลิง” ดังกล่าว เพื่อหาหนทางสร้างอวัยวะอะไหล่ให้กับมนุษย์ เช่น ตับและไตที่มีคุณภาพ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับใช้รักษาโรคในมนุษย์ เนื่องจากมีความเหมาะสมที่สุด เคยมีการทดลองผสมข้ามสายพันธุ์มาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ โดยในช่วงก่อนหน้า ศ. อิซปิซูอายังเคยมีการทดลองสร้างตัวอ่อนไคเมรา (Chimera) หรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกผสมเซลล์ของสัตว์ต่างชนิดพันธุ์อยู่ในร่างเดียวกันมาแล้ว ด้วยการใช้วิธีฉีดเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ของมนุษย์เข้าไปในตัวอ่อนของหมูและแกะที่มีอายุขัยเพียงไม่กี่วัน เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างอวัยวะที่เป็นเซลล์ของมนุษย์ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองกับตัวอ่อนของหมูและแกะ จากฝีมือของ ศ. อิซปิซูอา ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด โดยพบว่าเซลล์ของมนุษย์ไม่สามารถเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนและคงอยู่ในตัวอ่อนของสัตว์ได้อย่างยั่งยืน จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า ศ. อิซปิซูอา มีความต้องการเปลี่ยนมาทดลองกับลิงแทน เนื่องจากลิงมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่า การทดลองเพาะเลี้ยงตัวอ่อนคนครึ่งลิงในครั้งนี้ ก็ได้สร้างความวิตกกังวลต่อฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่องประเด็นปัญหาทางจริยธรรม เพราะทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็เพิ่งออกคำสั่งอนุมัติให้นักวิทยาศาสตร์

Read More

เลี้ยงลูกให้ฉลาด จนเป็นอัจฉริยะ สามารถทำได้อย่างไร?

aecdisaster/ September 2, 2019/ การดูแลสุขภาพ

เลี้ยงลูกให้ฉลาด จนเป็นอัจฉริยะ สามารถทำได้อย่างไร?             ในช่วงปี 1968 จูเลียน สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญที่ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับการวัดความรู้ความสามารถและกระบวนการทางความคิด ได้พบเจอกับเด็กอัจฉริยะอายุ 12 ปี ที่มีโอกาสเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอบกินส์ ของสหรัฐฯ ซึ่งโจเซฟ เบทส์ เด็กวัยอัจฉริยะอายุ 12 ปีรายนี้มีความฉลาดหลักแหลมเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกเบื่อหน่าย เนื่องจากตัวเขาได้เรียนรู้ไปได้ก้าวไกลเกินกว่าเพื่อรุ่นเดียวกัน นี่จึงเป็นจุดกำเนิดให้ จูเลียน สแตนลีย์ เริ่มจัดทำงานวิจัยติดต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 45 ปี โดยมีการศึกษาในเรื่องพัฒนาการของเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษเป็นหลัก นั่นรวมไปถึง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กและเลดี้ กาก้า ศิลปินชื่อดัง การเลี้ยงลูกให้ฉลาดตั่งแต่วัยเยาว์ ไม่ได้มีผลว่าจะต้องเป็นอัจฉริยะเสมอไป การเลี้ยงลูกให้ฉลาด ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อการเติมโตเป็นอัจฉริยะ เพราะกรณีของ โจเซฟ เบทส์ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเมื่อเด็กอายุ 12 รายนี้ เติบโตขึ้นมา เขาก็สามารถสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จากนั้นก็ได้ไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย และทุกวันนี้ เขาก็ได้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงทางด้านศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ สแตนลีย์ ยังได้เริ่มต้นโครงการศึกษาเยาวชนผู้มีความฉลาดล้ำในด้านคณิตศาสตร์ (Study of Mathematically Precocious Youth

Read More