อยู่ในช่วงรักษาเบาหวาน ก็ทานน้ำตาลได้ หากรู้จักควบคุมอาการของโรค

aecdisaster/ September 10, 2019/ การดูแลสุขภาพ/ 0 comments

อยู่ในช่วงรักษาเบาหวาน ก็ทานน้ำตาลได้ หากรู้จักควบคุมอาการของโรค             ผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงรักษาเบาหวาน ไม่ได้หมายความว่า ต้องห้ามทานของหวาน หรืองดน้ำตาลเสมอไป ซึ่งผู้ป่วยยังคงรับประทานของหวานได้อยู่ในปริมาณเล็กน้อย หากสามารถจัดการและควบคุมอาการของโรคเบาหวานได้ ความจริงของน้ำตาล กับผู้ป่วยรักษาเบาหวาน ทุกคนคิดว่าการทานน้ำตาลเป็นต้นเหตุของโรคเบาหวาน และเป็นของต้องห้ามในผู้ป่วยรักษาเบาหวาน ทว่าในความเป็นจริงแล้ว น้ำตาลก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แต่หากเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 น้ำหนักเกิน น้ำตาลก็เป็นปัจจัยเสียงอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทานน้ำตาลในปริมาณมากเกินไป ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น และจากการศึกษายังพบอีกว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่มาก มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จึงต้องคบคุมปริมาณน้ำตาล เพื่อช่วยป้องกันการเกิดโรคนั่นเอง หรือหากป่วยและอยู่ในช่วงรักษาเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว การบริโภคน้ำตาลก็จะยิ่งเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด หากไม่มีการควบคุม ก็จะสร้างปัญหาร้ายแรงขึ้นได้ ผู้ป่วยจึงต้องวางแผนเรื่องการกินให้เหมาะสม ด้วยการควบคุมปริมาณน้ำตาลและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานได้ตั้งกำหนดการทานของหวานด้วยตนเอง แค่ในเฉพาะโอกาศพิเศษเท่านั้น อย่างวันเกิด หรือวันแต่งงาน แต่ต้องระลึกไว้เสมอ ของหวานเหล่านี้มีน้ำตาลในปริมาณที่สูง จึงควรรับประทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนมื้ออาหารในแต่ละวันผู้ป่วยก็ต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนด้วย เช่น ผัก ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมัน ถั่ว และโปรตีนไร้ไขมัน ผู้ป่วยที่กำลังรักษาเบาหวาน สามารถเพิ่มสารให้ความแทนน้ำตาลในอาหารได้ นอกจากกำหนดระยะเวลาการทานของหวานไว้แค่ในโอกาสพิเศษแล้ว อีกวิธีคือการสนองความต้องการความหวานด้วยสารทดแทน ด้วยการเลือกใช้สารเพิ่มความหวานที่มีแคลอรี่ต่ำ ผสมลงไปในอาหาร

Read More

นักวิทย์ฯสเปนลักลอบเพาะเลี้ยงตัวอ่อน “คนครึ่งลิง” ในประเทศจีน

aecdisaster/ September 9, 2019/ ภัยใกล้ตัว/ 0 comments

นักวิทย์ฯสเปนลักลอบเพาะเลี้ยงตัวอ่อน “คนครึ่งลิง” ในประเทศจีน             (El Pais) หนังสือพิมพ์ของสเปน รายงานถึงกรณีที่นักวิทย์ยาศาสตร์ลักลอบเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีทั้งเซลล์ของมนุษย์และลิงอาศัยอยู่ในร่างกายเดียวกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลก โดยรายงานยังได้ระบุอีกว่านักวิทย์ฯเชื้อสายสเปนรายนี้ได้ทำการทดลองดังกล่าวอยู่ภายในห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งของจีน เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม ที่สั่งห้ามมิให้มีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก El Pais ได้ระบุไว้ว่า ศาสตราจารย์ฮวน คาร์ลอส อิซปิซูอา เบลมอนเต เป็นนักวิจัยจากสถาบันซอลค์ (Salk Institute) ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้มีการร่วมมือกับนักวิจัยด้านวารนวิทยาในจีน เพื่อสร้างตัวอ่อน “ครึ่งคนครึ่งลิง” ดังกล่าว เพื่อหาหนทางสร้างอวัยวะอะไหล่ให้กับมนุษย์ เช่น ตับและไตที่มีคุณภาพ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับใช้รักษาโรคในมนุษย์ เนื่องจากมีความเหมาะสมที่สุด เคยมีการทดลองผสมข้ามสายพันธุ์มาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ โดยในช่วงก่อนหน้า ศ. อิซปิซูอายังเคยมีการทดลองสร้างตัวอ่อนไคเมรา (Chimera) หรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกผสมเซลล์ของสัตว์ต่างชนิดพันธุ์อยู่ในร่างเดียวกันมาแล้ว ด้วยการใช้วิธีฉีดเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ของมนุษย์เข้าไปในตัวอ่อนของหมูและแกะที่มีอายุขัยเพียงไม่กี่วัน เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างอวัยวะที่เป็นเซลล์ของมนุษย์ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองกับตัวอ่อนของหมูและแกะ จากฝีมือของ ศ. อิซปิซูอา ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด โดยพบว่าเซลล์ของมนุษย์ไม่สามารถเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนและคงอยู่ในตัวอ่อนของสัตว์ได้อย่างยั่งยืน จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า ศ. อิซปิซูอา มีความต้องการเปลี่ยนมาทดลองกับลิงแทน เนื่องจากลิงมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่า การทดลองเพาะเลี้ยงตัวอ่อนคนครึ่งลิงในครั้งนี้ ก็ได้สร้างความวิตกกังวลต่อฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่องประเด็นปัญหาทางจริยธรรม เพราะทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็เพิ่งออกคำสั่งอนุมัติให้นักวิทยาศาสตร์

Read More

เลี้ยงลูกให้ฉลาด จนเป็นอัจฉริยะ สามารถทำได้อย่างไร?

aecdisaster/ September 2, 2019/ การดูแลสุขภาพ

เลี้ยงลูกให้ฉลาด จนเป็นอัจฉริยะ สามารถทำได้อย่างไร?             ในช่วงปี 1968 จูเลียน สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญที่ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับการวัดความรู้ความสามารถและกระบวนการทางความคิด ได้พบเจอกับเด็กอัจฉริยะอายุ 12 ปี ที่มีโอกาสเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอบกินส์ ของสหรัฐฯ ซึ่งโจเซฟ เบทส์ เด็กวัยอัจฉริยะอายุ 12 ปีรายนี้มีความฉลาดหลักแหลมเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกเบื่อหน่าย เนื่องจากตัวเขาได้เรียนรู้ไปได้ก้าวไกลเกินกว่าเพื่อรุ่นเดียวกัน นี่จึงเป็นจุดกำเนิดให้ จูเลียน สแตนลีย์ เริ่มจัดทำงานวิจัยติดต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 45 ปี โดยมีการศึกษาในเรื่องพัฒนาการของเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษเป็นหลัก นั่นรวมไปถึง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กและเลดี้ กาก้า ศิลปินชื่อดัง การเลี้ยงลูกให้ฉลาดตั่งแต่วัยเยาว์ ไม่ได้มีผลว่าจะต้องเป็นอัจฉริยะเสมอไป การเลี้ยงลูกให้ฉลาด ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อการเติมโตเป็นอัจฉริยะ เพราะกรณีของ โจเซฟ เบทส์ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเมื่อเด็กอายุ 12 รายนี้ เติบโตขึ้นมา เขาก็สามารถสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จากนั้นก็ได้ไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย และทุกวันนี้ เขาก็ได้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงทางด้านศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ สแตนลีย์ ยังได้เริ่มต้นโครงการศึกษาเยาวชนผู้มีความฉลาดล้ำในด้านคณิตศาสตร์ (Study of Mathematically Precocious Youth

Read More

จักษุแพทย์เผยเมนูอาหารเลิศรส มีสรรพคุณบำรุงดวงตา ป้องกันวุ้นตาเสื่อม

aecdisaster/ August 15, 2019/ การดูแลสุขภาพ

จักษุแพทย์เผยเมนูอาหารเลิศรส มีสรรพคุณบำรุงดวงตา ป้องกันวุ้นตาเสื่อม             แต่เดิมนั้น ผู้คนจำนวนมากมักเลือกทานผักและผลไม้เพื่อบำรุงสายตา และป้องกันวุ้นตาเสื่อม โดยมีความเชื่อว่าพืชพักและผลไม้บางชนิดมีสรรพคุณช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้น ทั้งยังมีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคได้อีกมากมาย ในปัจจุบันนี้ ก็พบว่ามีการสกัดเอาสารที่ได้จากพืชผักและผลไม้ไปแปรรูปเป็นอาหารเสริมบำรุงสายตา และป้องกันการเกิดโรคหลายอย่าง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก นอกจากนี้ งานวิจัยบางชิ้นที่ศึกษาเรื่องพืชผักและผลไม้ ยังค้นพบว่า สารสกัดเหล่านั้น มีส่วนช่วยบำรุงสายตาได้จริง ก็ยิ่งทำให้ผู้คนหันมาสนใจทานพืชผักและผลไม้กันมากขึ้น รวมถึงอาหารเสริมประเภทต่าง ๆ ที่สกัดมาจากพืชและผักเหล่านั้น วิธีบำรุงสายตาและป้องกันการเกิดวุ้นตาเสื่อม สามารถทำได้หลายวิธี สำหรับการบำรุงสายตาและป้องกันวุ้นตาเสื่อมนั้น ก็สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน ทั้งการรับประทานผัก ผลไม้ หรืออาหารเสริมที่สกัดเอาสารของพืชผักและผลไม้บางชนิดที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา ก็เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ซึ่งมีพืชผักผลไม้หลายชนิดด้วยกันที่สามารถสกัดออกมาเป็นอาหารบำรุงสายตาได้ ประกอบมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ หรือสรรพคุณของพืชที่เชื่อว่าช่วยเสริมสร้างสุขภาพดวงตาได้ในหลายแง่มุม 5 เมนูอาหารเลิศรส ที่ช่วยบำรุงดวงตาและมีสรรพคุณป้องกันวุ้นตาเสื่อมมีดังนี้ 1.เมี่ยงปลาทูผักคะน้า – เป็นเมนูยอดนิยมที่หลายคนชอบทาง ที่ช่วยบำรุงดวงตาและช่วยป้องกันวุ้นตาเสื่อมได้ ซึ่งสามารถทำเองได้ง่าย ๆ และใช้เวลาไม่นาน และใช้วัตถุดิบหลัก ๆ เพียงไม่กี่อย่าง คือผักคะน้า ปลาทู และน้ำเมี่ยงที่สามารถเลือกปรุงรสเองได้ตามใจชอบ โดยผักคะน้านั้น จัดเป็นพระเอกของเมนูนี้ เพราะมีวิตามินเอและวิตามินบำรุงตาสูง รองลงมาคือปลาทูที่มี “แอสต้าแซนทิน” เป็นตัวช่วยล้างพิษอนุมูลอิสระที่ดวงตา 2.ซุปข้าวโพดม่วง – วิธีทำก็เหมือนซุปข้าวโพดทั่วไป แต่ใส่แป้งให้น้อยลง ซึ่งรสชาติและรสสัมผัสของเนื้อข้าวโพดก็จัดเป็นของโปรดผู้คนทุกเพศทุกวัย

Read More

ผู้ป่วยต้องหมั่นทานยาเบาหวาน ห่างไกลเหล้าเบียร์ ก่อนโรคแทรกซ้อนถามหา

aecdisaster/ August 9, 2019/ ภัยใกล้ตัว

ผู้ป่วยต้องหมั่นทานยาเบาหวาน ห่างไกลเหล้าเบียร์ ก่อนโรคแทรกซ้อนถามหา             การทานยาเบาหวาน หมั่นรักษาสุขภาพและดูแลตนเอง คือพฤติกรรมที่ถูกต้องของผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องทำเป็นกิจวัตประจำวัน แต่ก็ยังมีหนึ่งพฤติกรรมผิด ๆ ที่ผู้ป่วยเบาหวานควรละเลิกไปเลย นั่นคือ การเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ หากผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอร์ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกัน ก็จะทำให้เกิดตับแข็ง หรือภาวะตับอ่อนอักเสบได้ ซึ่งตับอ่อนนั้น ถือเป็นอวัยวะสำคัญมีหน้าที่ผลิตเอนไซน์ย่อยอาหาร และสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ที่ช่วยให้ร่างกายสามารถใช้น้ำตาลในร่างกายได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้น เมื่อตับอ่อนไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ก็จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง จนทำให้เกิดภาวะเบาได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยจึงต้องหมั่นดูแลตัวเอง และทานยาเบาหวานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยก็ใช่ว่าจะดื่มแอลกอฮอร์ไม่ได้เลย แต่ต้องดื่มในปริมาณที่เหมาะสม เช่น เบียร์ 1 กระป๋อง 12 ออนซ์/วัน, สุรา 1.5 ออนซ์/วัน, ไวน์ 5 ออนซ์ (150 CC)/วัน เป็นต้น แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็คงดีกว่า “โรคตับแข็ง” เป็นแล้วไม่สามารถทานยาเบาหวานได้ หากผู้ป่วยมีโรคตับแข็งร่วมด้วย ก็จะไม่สามารถทานยาเบาหวานได้ ซึ่งจัดเป็นอีกโรคหนึ่งที่ตามมา หากดื่มแอลกอออร์มาก ๆ ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องใช้วิธีการฉีดยาเท่านั้น เพราะเมื่อทานยาเข้าไปมันจะถูกทำลายที่ตับ แล้วขับออกมาทางไต ดังนั้น หากผู้ป่วยเบาหวานยังคงดื่มแอลกอฮอร์ต่อไปและไม่ควบคุมเรื่องอาหาร เบาหวานก็จะมีอาการกำเริบขึ้นอยู่เรื่อย

Read More

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาด้วยแพทย์แผนจีนโบราณ อายุกว่า 5000 ปี

aecdisaster/ August 7, 2019/ ภัยใกล้ตัว

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาด้วยแพทย์แผนจีนโบราณ อายุกว่า 5000 ปี             ศาสตร์การแพทย์แผนจีน คือการแพทย์แผนโบราณที่สืบทอดมาจากชาวฮั่นมีอายุมากกว่า 5,000 ปี ซึ่งทางสำนักการแพทย์ทางเลือกจากระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลว่า องค์ประกอบหลักของการแพทย์แผนจีนโบราณ คือการวินิจฉัย หรือการบอกโรค การฝังเข็ม การใช้สมุนไพร การนวดทุนหนา ชี่กง และรับประทานอาหารที่เป็นยา ซึ่งหลักพื้นฐานของการแพทย์แผนจีนโบราณล้วนมีความเกี่ยวข้องกับหยินหยาง การเดินลมปราณ ลักษณะของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ไปจนถึงการบ่องบอกโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาได้ด้วยแพทย์แผนจีนเช่นกัน หากได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว โดยการแพทย์แผนปัจจุบันอธิบายไว้ว่า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีสาเหตุเกิดจากการเสื่อมของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น การยกของที่ผิดท่า ไปจนถึงอุบัติเหตุกระทบกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อย ทั้งหมดนี้ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้นได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามมา จัดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาให้หายขาดได้ แต่โดยส่วนมากมักยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอยู่ เพราะโดยปกติแล้วกระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่จะไม่มีอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายก็สามารถเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท จนทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้ ซึ่งผู้ป่วยจะต้องเผชิญกับอาการปวดหลัง เป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันระยะเวลานาน และจะปวดขาลงไปจนถึงบริเวณสะโพก น่องและเท้า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาด้วยแพทย์แผนจีนโบราณได้อย่างไร ศาสตราจารย์คลินิกแพทย์จีน ระบุว่า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาด้วยแพทย์แผนจีนได้ แต่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจเอกซเรย์กระดูกก่อนว่ามีลักษณะอย่างไร มีการกดทับบริเวณกระดูกมากน้อยแค่ไหน  หากพบว่ามีการกดทับน้อยก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

Read More

หญิงอังกฤษสังเกตวิธีให้นมลูก จนตรวจพบมะเร็งเต้านม

aecdisaster/ July 30, 2019/ ภัยใกล้ตัว

หญิงอังกฤษสังเกตวิธีให้นมลูก จนตรวจพบมะเร็งเต้านม             ซาร่าห์ บอยล์ คุณแม่ชาวอังกฤษวัย 26 ปี จากมณฑลสแตฟฟอร์ดเชียร์ เผยถึงประสบการณ์ที่ลูกชายวัยทารกช่วยชีวิตเธอจากให้รอดพ้นจากโรคมะเร็งเต้านม หลังจากที่ทารกน้อยไม่ยอมกินนมจากเต้า จนเธอเริ่มสังเกตุเห็นความผิดปกติ จึงเข้ารับการตรวจจากแพทย์และได้ทราบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งตั่งแต่แรก ๆ บอยล์ เล่าว่า ได้สังเกตวิธีให้นมกับลูกชายวัยประมาณ 6 เดือน ที่เริ่มไม่ยอมกินนมแม่ และเริ่มแสดงอาการกังวลอย่างยิ่ง เมื่อเธอพยายามจับลูกให้ดื่มนมจากเต้าด้านขวา ซึ่งพฤติกรรมของลูกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้เธอยืนยันว่าต้องไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน เพื่อให้วิเคราะห์เนื้องอกที่ก่อนหน้านี้เคยถูกตรวจพบว่าไม่เป็นอันตราย ด้วยการสแกนซ้ำอีกครั้ง เคยใช้วิธีให้นมลูกในท่าทางต่าง ๆ ตอนแรกคิดว่าลูกมีความผิดปกติที่คอ บอลล์ ยังเผยอีกว่า เธอได้ใช้วิธีให้นมลูกจากเต้าขวา โดยลูกชายก็ได้ดูมนมด้วยดีมาตลอด จนฤดูร้อนมาถึงลูกก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเธอก็ได้พยายามป้อนนมให้ลูกในท่าทางต่าง ๆ เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ และเคยตั้งข้อสังเกตุว่าลูกของเธออาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่คอ แต่ทว่าตอนนี้ เธอได้เชื่อว่านมที่มาจากเต้าขวามีรสชาติที่ต่างออกไปจากเดิม เพราะลูกดูไม่มีความสุข ชอบผลักตัวออกไปจากเต้านม ซึ่งสำหรับเด็กทารกนั้นการผลักใสแม่ตนเองเป็นสิ่งที่น่าสลดใจอย่างมาก นอกจากนี้ ภายในปี 2013 แพทย์ยังได้ระบุว่า บอยล์ เป็นเนื้องอกที่ไม่เป็นอันตรายในเต้านมด้านขวา แต่เมื่อเธอต้องการตรวจสแกนใหม่อีกครั้ง แพทย์กลับบอกว่าไม่จำเป็น ซึ่งเท็ดดี้ลูกชายวัยทารกก็เธอก็ยังคงปฏิเสธการกินนมจากเต้าขวาของแม่อย่างต่อเนื่อง จนเธอเริ่มสังเกตว่าก้อนเนื้องอกเริ่มแข็งขึ้น จนมีอาการเจ็บ รวมถึงเต้านมก็ยังมีการเปลี่ยนรูปทรงที่ต่างออกไปจากเดิม จากความพฤติกรรมผิดปกติของลูกจากวิธีให้นมนี้ ทำให้บอยด์กลับไปหาแพทย์อีกครั้ง เพื่อเข้ารับการสแกน พร้อมกับตัดเนื้อเยื่อไปตรวจสอบ และผลลัพธ์ที่ได้กลับมา

Read More

ผลวิจัยชี้ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรก ไม่จำเป็นต้องรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

aecdisaster/ July 18, 2019/ ภัยใกล้ตัว

ผลวิจัยชี้ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรก ไม่จำเป็นต้องรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด             ผลการเฝ้าระวังและติดตามผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี เป็นระยะเวลากว่า 9 ปีพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรกบางกลุ่มที่ไม่เคยเข้ารับเคมีบำบัด มีอัตรารอดชีวิตระยะยาวไม่ต่างจากลุ่มที่ได้รับเคมีบำบัด เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งซ้ำแต่อย่างใด ผลการค้นพบถึงความไม่จำเป็นต้องรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมครั้งนี้ ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร New England Journal of Medicine นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมบางกลุ่ม ที่ไม่ต้องการรักษาด้วยเคมีบำบัด ที่ส่งผลข้างเคียงทางลบร้ายแรงต่อสุขภาพผู้ป่วยมะเร็งอย่างมาก เช่น ทำให้อาเจียน อ่อนแรง เจ็บปวดตามเส้นประสาทอย่างถาวร หัวใจล้มเหลว หรือทำให้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ ผู้ป่วยมะเร็งเต้าตมระยะแรกที่ไม่ได้รักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด มีอัตรารอดชีวิต 93.9% งานวิจัยของการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ในชื่อว่า “TAILORx” จัดทำโดยศูนย์มะเร็งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในมหานครนิวยอร์ก เพื่อวางแนวทางให้แพทย์ได้ตัดสินใจในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์กับคนไข้แต่ละรายอย่างสูงสุด ผลการติดตามศึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรกจำนวน 10,273 คน ซี่งบางส่วนเคยเข้ารักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดและฮอร์โมน แต่บางคนหลีกเลี่ยงวิธีดังกล่าวและเลือกรักษาด้วยฮอร์โมนเท่านั้น ผลปรากฏว่าภายในระยะเวลา 9 ปีต่อมา ผู้ป่วยกลุ่มแรกมีอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 93.8% ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มหลังที่ไม่เคยเข้ารับเคมีบำบัดมีอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 93.9% จากผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า อัตราการรอดชีวิตในช่วงเวลาไม่เกิน 10 ปีของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งสองกลุ่มนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกัน ทั้งยังเผยให้เห็นอีกว่าผู้ป่วยระยะแรกที่มีคะแนนผลตรวจพันธุกรรมหรือยีน 21 ตัว ที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งซ้ำสองได้ในระดับกลางหรือต่ำนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดแต่อย่างใด

Read More

ไม่อยากผ่าตัดกระดูกสันหลังรอบ 2 ต้องเริ่มดูแลตัวเองให้ถูกวิธี

aecdisaster/ July 12, 2019/ การดูแลสุขภาพ

ไม่อยากผ่าตัดกระดูกสันหลังรอบ 2 ต้องเริ่มดูแลตัวเองให้ถูกวิธี ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นประสาท ถึงแม้เคยเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรมายืนยันว่าจะไม่กลับเป็นซ้ำเหมือนเดิมอีกครั้ง เพราะหากผู้ป่วยดูแลตัวเองไม่ดี อาการปวดหลังแบบเดิมก็อาจมาเยือนซ้ำอีกได้ทุกเมื่อ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติหลังการผ่าตัดคือ “ดูแลตัวเองให้ดี” เพื่อให้ร่างกายที่บาดเจ็บฟื้นตัวเองได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถหลีกเลี่ยงอาการปวดหลังได้อย่างถาวร หลังจากเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง แต่ยังรู้ปวดหลังอยู่ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว มักมีหลายแบบแตกต่างกันออกไป ทั้งอาการปวดที่เกิดขึ้นตามแนวกระดูกสันหลัง ปวดช่วงไหล่ บั้นเอว หรือหลังช่วงล่าง สำหรับอาการปวดเหล่านี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งวิธีแก้ไขนั้นก็อยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ให้ห่างไกลจาอาการปวดหลัง ดังต่อไปนี้ 1.ออกกำลังกายแบบไอโซเมตริก (Isometric Exercise) – หรือการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังโดยเฉพาะ ด้วยวิธีการเกร็งกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งสักพักและค่อยคลายสลับกัน โดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างหาย เช่น ดันกำแพง ออกแรงบีบวัตถุ หรือออกแรงดึงเก้าอี้ตัวที่เรานั่งอยู่ สิ่งเหล่านี้ ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรของหมอนรองกระดูกได้ 2.พฤติกรรมการนอน – การนอนในท่าที่เหมาะสม สำหรับผู้ป่วยหมอนรองกระดูกที่ผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว คือให้นำหมอนมารองบริเวณขาและเมื่อต้องการลุกจากที่นอน หรือลงจากเตียงก็ควรทำในท่านอนตะแคง 3.เมนูอาหาร – ต้องเน้นไปที่อาหารแคลเซียมสูง เช่น นม ผักใบเขียว หรือปลาตัวเล็ก ๆ ที่สามารถทานได้ทั้งตัว แต่อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอด้วย อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ดีก็ควรหลีกเลี่ยง

Read More

ประโยชน์ของน้ำนมแม่ คุณค่าแท้จากธรรมชาติ ที่ลูกควรได้รับ

aecdisaster/ July 8, 2019/ การดูแลสุขภาพ

ประโยชน์ของน้ำนมแม่ คุณค่าแท้จากธรรมชาติ ที่ลูกควรได้รับ             องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ (UNICEF) เผยถึงประโยชน์ของน้ำนมแม่ไว้ โดยให้คำแนะนำว่าควรให้ลูกกินนมแม่เพียงอย่างเดียวตั่งแต่แรกเกิดไปจนถึง 6 เดือน และควรกินต่อเนื่องไปจนกระทั่งลูกมีอายุ 2 ปี หรือมากกว่านั้น และควรกินนมแม่ควบคู่กับอาหารที่เหมาะสมตามวัยกับลูก ด้วยองค์ประกอบของน้ำนมแม่ตามองค์ประกอบทางด้านโภชนาการ ที่มีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินและยังมีเซลล์สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทั้งจากเซลล์แม่ ไปจนถึงแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลดีต่อตัวลูกเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กทารกวัยแรกเกิด ที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์ น้ำนมแม่จึงเปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับตัวเด็ก เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันโรคจำนวนมาก ที่สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวลูกได้ ดังนั้น การได้กินนมแม่ตั่งแต่วัยแรกเกิด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก สำหรับการทำให้ทารกเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ โดยประโยชน์ของน้ำนมแม่นั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาหลังการคลอด เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับตัวลูกน้อย ผ่านกระบวนการสร้างน้ำนมในร่างกายของแม่ ที่เกิดขึ้นจากการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้น โดยสามารถแบ่งออกได้ 3 ระยะ ดังนี้ ประโยชน์ของน้ำนมแม่ ในระยะที่ 1 (Colostrum) ในระยะหัวน้ำนม หรือช่วง 1-3 วันแรกนั้น น้ำนมแม่จะมีสีเหลือง จนทำให้บางคนมีชื่อเรียกว่า “น้ำนมเหลือง” เนื่องจากมีแคโรทีนเป็นส่วนประกอบสูงกว่าน้ำนมในระยะหลัง โดยน้ำนมในช่วงนี้ ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์มาก เพราะประกอบได้ด้วยโปรตีนชนิดต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเกลือแร่และวิตามิน

Read More